ปัญหาผิวแห้ง คัน ผิวหน้าเป็นปื้นผดแดง บริเวณแก้ม

ปัญหาผิวแห้ง คันบนใบหน้า เป็นผดผื่นแดง เป็นปื้นๆ มักจะเป็นที่แก้ม ระหว่างคิ้ว ตามไรผม เป็นต้น

นอกจากจะสร้างความรำคาญใจให้แล้ว ยังทำให้เราทุกข์ใจอีกด้วยนะคะ เพราะจะรู้สึกว่าหน้าเสียโฉมไปเลย…

แต่ทุกอย่างมีทางแก้เสมอค่ะ

เริ่มจาก… ให้เราหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าจะส่งผลระคายเคืองต่อผิวของเรา อย่างเช่น ครีมบำรุงผิวหน้า (ที่คาดว่าจะส่งผลให้ระคายเคือง อย่างมีแอลกอฮอล์ หรือส่วนผสมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเยอะเกินไป) แป้งรองพื้น หรือแม้กระทั่งแชมพูสระผม ครีมนวดผม ลองสังเกตุดูก็ได้ว่า เราได้เปลี่ยนหรือทดลองใช้อะไรใหม่ๆรึเปล่า ลองหยุดใช้สักระยะก่อนนะคะ
หากมีอาการคันก็ต้องอดทน ห้ามเกาหรือไปคอยจับเด็ดขาด!!  ที่นี้ผู้เขียนได้ลองอ่านจากหลายคนที่ได้เข้ามาแนะนำวิธีการรักษาของโรคผิวหนังลักษณะนี้ ซึ่งก็มีคนไม่น้อยที่มีอาการใกล้เคียงดังกล่าวนี้ และก็พบว่าวิธีที่ดีที่สุดของการรักษาโรคผิวหนังในระยะยาวนั้น เป็นยังไง….ลองอ่านคำแนะนำข้างล่างนี้ค่ะ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

dried skin, seb derm, เซ็บเดิร์ม

วิธีการรักษาเซ็บเดิร์ม (หรือที่เค้ามักเรียกว่า รังแคบนผิวหน้า) คือ อยู่ที่การใช้ชีวิต ครับ
เพราะเซ็บเดิร์มเกิดจากภายในร่างกายเรา ซึ่งมีหลายปัจจัย เรียงลำดับตามความสำคัญ ( *** คือสำคัญสุดๆ )

1. อาหาร ******
เพราะอาหารเป็นพื้นฐานไปสู่ทุกอย่าง ไม่ว่าจะความเครียด นอนหลับไม่หลับ ประสิทธิภาพร่างกายเรา

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
แอลกอฮอลล์ *******
น้ำตาล ***** ( ถ้าตัดขาดได้ให้ตัดเลยครับ แต่ถ้าตัดไม่ได้ทันทีก็ค่อยๆลดลง )
ผลิตภัณนม ** (งดเฉพาะบางคนนะคะ ตัวผู้เขียนยังสามารถทานได้ ไม่ได้มีผลต่อผิวเท่าไร)
อาหารแปรรูปต่างๆ

จำง่ายๆคือ กินแบบคนโบราณ กินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ ไม่ผ่านกระบวนการอะไร ,
ขนมกรุบกรอบ หรือ ไอติม ทั้งหลายในร้านสะดวกซื้อ หมดสิทธิกิน TT
แนะนำว่าถ้าหิวให้กินอาหารจานเดียวจะดีกว่า
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหาร ต้องลองค้นดู Paleo diet ครับ ( ผมจำ link นั้นไม่ได้แล้ว ขออภัยด้วย TT )

2. พักผ่อน ขอเสริมว่า 5 ทุ่มก็ควรจะเข้านอนแล้ว และเปลี่ยนเวลามาตื่นแต่เช้าแทน

3. ความเครียด
ความเครียดมีหลายแบบ บางทีเราก็เครียดไม่รู้ตัว ลองหาที่เงียบๆ หรือ ดูว่าสถานกาณ์แบบไหนที่ทำให้เราเครียด แล้วลองหาวิธีแก้ดูครับ ซึ่งวิธีแก้ให้คลายความเครียด ก็อย่างเช่น การออกกำลังกายให้เลือดลมสูบฉีด ว่ายน้ำ เต้น ปีนผาจำลอง เป็นต้น หรือหากิจกรรมที่สนุกๆ อย่างเล่นดนตรี ไปต่างจังหวัดกับครอบครัว เป็นต้น

4. ออกกำลังกายบ่อยๆ
อย่าออกกำลังกายหักโหมมากเกินไป แต่ควรออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากจะช่วยให้สมองเราหายเครียดแล้ว
ผิวพรรณจะค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ

 

สำหรับการล้างหน้า

แนะนำว่า ไม่ต้องใช้อะไรเลย ครับ น้ำเปล่า นี่แหละ แต่สำหรับสาวๆที่แต่งหน้า ก็ให้เช็ดเครื่องสำอางค์ให้หมดจดก่อนนะคะ แนะนำตัวล้างเครื่องสำอางค์ของ Oriental Vari Makeup Remover

ถ้าหน้ายังมันๆให้ล้างด้วยน้ำอุ่นสักนิดนึง และตามด้วยล้างน้ำเย็น “นานๆ” ปิดท้ายหลังการล้างหน้า

แต่ถ้าอยากให้ชัวร์ก็ใช้พวก Cetaphil หรือ Pysiogel

ครีมต่างๆ สำหรับผมแล้ว…รู้สึกว่าไม่ได้ช่วยอะไรเลยครับ

ยาที่ใช้ทาแก้เซ็บเดิร์มแบบที่มีสเตียรอยด์ แนะนำว่าอย่าใช้ หรือถ้าจำเป็นใช้ให้น้อยที่สุด

 

dried skin, seb derm, เซ็บเดิร์ม

ส่วนตัวใช้ Elidel ไม่มีสเตียรอย (อาจจะราคาแพงสักหน่อย 900 – 1100 บาทต่อหลอด) แต้มเล็กน้อยบริเวณที่เป็น หลังจากทาไปสักพักจะรู้สึกร้อนๆ อย่าตกใจนะคะ ทาบางๆ เช้าเย็น จนอาการดีขึ้น หลังจากนั้น ก็อาจจะทาวันเว้นวัน หรือเหลือวันละครั้ง ค่อยๆหยุดยาไปจะดีกว่า (ส่วนตัวผู้เขียนได้กินยาแก้แพ้ วันละเม็ดด้วยนะคะ)

และหลังจากทายาแล้ว อาจจะทาครีมบำรุงที่ให้ความชุ่มชื่น หรือหากต้องออกไปข้างนอกก็ทาครีมกันแดดด้วยล่ะ และนอกจากนี้อาจจะพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติบำรุงผิวอาทิตย์ละสองสามครั้ง ก็จะช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น และกระจ่างใสด้วยวิธีธรรมชาติได้อีกด้วยนะคะ

สรุปการรักษาด้วยตัวเอง คือ
ทายา Elidel บางๆ เช้า-เย็นทุกวัน + พอกหน้าด้วยโยเกิร์ต อาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง + ทานแคปซูลใบบัวบก หรือ น้ำใบบัวบก บำรุงภายในร่างกาย (ส่วนยาแก้แพ้ทานแค่ช่วง 1 อาทิตย์แรกที่เป็น) + ดื่มน้ำเยอะๆวันละ 2-3ลิตร

(หากอาการยังไม่ดีขึ้น ให้วนกลับไปอ่านดูแต่ละข้อว่าได้ปฎิบัติตามแล้วหรือยัง ห้ามเกา และควรงดใช้สารระคายเคืองผิว!)
ข้อดีของการเป็นเซ็บเดิร์ม ก็มีอยู่บ้าง คือ เรามีสื่งที่คอยจับตาการใช้ชีวิตของเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเข้มงวดสุดๆ ( ยิ่งกว่าแม่อีก )
เพราะจะมีอาการบอกก่อนที่จะเริ่มเป็นเซ็บเดิร์มหนักๆ ของผมจะแสบตา ของคนอื่นอาจจะแตกต่างกันออกไป

(นั่นหมายถึงว่า ร่างกายบอกเราว่า เรากำลังละเลยการพักผ่อนหรือการเอาใจใส่ร่างกายนั่นเอง)

ที่เขียนมาทั้งหมดยากที่สุดคือ ต้องมีวินัย
และจำไว้ว่า ต้องใช้เวลา ในการรักษา ครับ ( ประมาณ  1-2 อาทิตย์น่าจะเริ่มเห็นผล )
ตื่นเมื่อเช้า นอนเมื่อมืด ขยับบ่อยๆ กินแบบคนโบราณ อยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตให้ช้าลง
ถ้าทำได้ เซ็บเดิร์มหายแน่นอนครับ รับรอง

 

ซึ่งดูๆไปแล้ว ก็คงเป็นสาเหตุคล้ายๆกับโรคเริม ที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อเวลาเราเครียด หรือเราอาจจะเครียดโดยไม่รู้ตัว เป็นภาวะที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ  พักผ่อนน้อย ดังนั้นจึงควรหันมาใส่ใจสุขภาพตั้งแต่เดี๋ยวนี้… กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนให้เพียงพอ ออกกำลังกายช่วยให้สมองผ่อนคลายจากความเครียด  (ย้ำว่าออกกำลังกายสำคัญมาก) ก็จะช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บเซย์กู๊ดบายกันไป…

Credit : Pantip.com by K’Raincaster

*ตัวอักษรสีแดง และสีน้ำเงินคือส่วนที่ผู้เขียนขอเสริม เพราะใช้ได้ผลกับตัวเองนะคะ (ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะส่งผลไม่เหมือนกัน)

Kornthanyarin Boonchongpisri

ผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุใกล้จะ 40 รักธรรมชาติ รักเสียงเพลงแนว R&B ชอบแต่งหน้าเบาๆ สบายผิว เน้นให้อาหารเป็นยา มากกว่าจะให้ยาเป็นอาหาร และคิดว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น ขอเพียงว่า ตัวเราเองต้องหมั่นพัฒนาศักยภาพของตัวเราเองอยู่เสมอ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Copy Protected by Chetan's WP-Copyprotect.